ผู้ดูแลระบบ
เข้าสู่ระบบ
หนังสือราชการ/ส่งข่าววิทย
ข่าววิทยุตรวจอาหารรอบ 2(ร่าง)
เป้าหมายตรวจอาหาร รอบ 2
ดูเรื่องทั้งหมด
บุคลากร
โครงสร้างงานอาหารปลอดภัย 55
โครงการ/แผนงาน
ดูเรื่องทั้งหมด
โครงการตลาดฯเทิดไท้ ปี 54
การสาธารณสุข กับ อปท.
การถ่ายโอนภารกิจสธ.แก่อปท.
วิธีล้างตลาดตามหลักสุขาภิบาล
ดูเรื่องทั้งหมด
คำสั่งจพถ.ให้ปรับปรุงแก้ไข
ตัวอย่าง แผนทางเดินยุทธศาสตร์ด้านอาหารปลอดภัย (สสอ.กาบเชิง)
คำสั่ง
คำสั่งจ.สร.ที่ ๑๕๕๑/๒๕๕๔
นโยบายกระทรวงสาธารณสุข
ร้านอาหาร/แผงลอย
ทะเบียนร้านอาหาร
ทะเบียนแผงลอยจำหน่ายอาหาร
ทะเบียนก๋วยเตี๋ยวอนามัย
แบบสำรวจแผงลอยมาตรฐาน
แบบสำรวจร้านอาหารมาตรฐาน
ตลาดประเภทที่ 1
ดูเรื่องทั้งหมด
ตลาดประเภทที่ 1 ปี 54
ข้อมูลตลาดป.1 ปี 55
แนวทางพัฒนาตลาดป.1 ปี 56
เมนูชูสุขภาพ
รายละเอียดการส่งเมนูอาหาร เพื่อเป็นเมนูชูสุขภาพ
รายละเอียดการสมัครขอรับการรับรองอาหารเมนูชูสุขภาพ
แบบฟอร์ม m1 (ใบแสดงความจำนง)
แบบฟอร์ม M2 M3 และM5
ตลาดประเภทที่ 2
ดูเรื่องทั้งหมด
ข้อมูลตลาดประเภทที่ 2 ปี 54
ข้อมูลตลาดป.2 ปี 55 รายอำเภอ
แบบสำรวจข้อมูลตลาดป.2 ปี 56
แนวทางการพัฒนาตลาดป.2 ปี 56
การพัฒนาตลาด
การพัฒนาตลาด
ดูเรื่องทั้งหมด
ผลการดำเนินงาน
งานตลาดสด น่าซื้อ
ผลการตรวจสารปนเปื้อน
ตรวจน้ำมันทอดซ้ำ 10-21 พย.54
สรุปผลการตรวจน้ำมันทอดซ้ำ แยกรายอำเภอ 10-21พย.54
สรุปผลการตรวจสารปนเปื้อน โดยคปสอ. ปี 54
ดูเรื่องทั้งหมด
สรุปผลการวิเคราะห์จุลินทรีย์ รอบที่ 2 วันที่ 19-22 มิถุนายน 2555
สรุปผู้ผลิตเกลือรอบที่ 2 วันที่ 19-22 มิถุนายน 2555
สรุปรายงานเกลือ รอบที่ 2 วันที่ 19-22 มิถุนายน 2555
อันตรายจากสารเคมี
สารฆ่าแมลง(กลุ่มคาร์บาเมต)
ดูเรื่องทั้งหมด
รายงาน/แบบรายงาน
การล้างตลาด ตค.53-พย.54
ผลตรวจฉลาก+เกลือไอโอดีน
ดูเรื่องทั้งหมด
แบบรายงาน มอก.1 ปี 2556
แบบรายงาน KPI 9 ปี 2556
การเก็บตัวอย่างตรวจสารฯ
ดูเรื่องทั้งหมด
แผนกำหนดการเก็บตัวอย่าง น้ำแข็ง เกลือบริโภค ในร้าน/แผงลอย ที่ได้ป้ายCFGT
แบบฟอร์มการตรวจปริมาณไอโอดีนในเกลือบริโภค
แบบสำรวจ/แบบสอบถาม
ดูเรื่องทั้งหมด
แบบสำรวจตลาดประเภทที่ 1
แบบรายงาน กพร. ของ คปสอ. ขอให้รายงานตามไตรมาส เริ่ม ไตรมาสที่ 2 ทุกวันที่ 25 ของเดือน
แบบประเมิน
แบบประเมินการรับรู้ฯ
แบบประเมินคุณภาพแผงลอย
ดูเรื่องทั้งหมด
แบบประเมินโรงอาหาร
ชมรม/ภาคีเครือข่ายตลาด
ทะเบียนชมรมตลาด ปี 53
ดูเรื่องทั้งหมด
ชมรม/ภาคีฯ ร้านอาหาร
รายชื่อเครือข่ายงานอาหารปลอดภัย
กฎหมาย/พ.ร.บ.
พ.ร.บ.การสาธารณสุข 35
ดูเรื่องทั้งหมด
พรบ.คุ้มครองผู้ไม่สูบบุหรี่ 35
พรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537
ข้อบังคับตำบล งานอาหารปลอดภัย
กฎกระทรวง/ประกาศ
กฎกระทรวงตลาด พ.ศ.51
ดูเรื่องทั้งหมด
กฎกระทรวง ปี 42 กับ 51
กฎกระทรวง ฉ.16 เป่าเมาสุรา
ประกาศ ฉ153 เกลือบริโภค
ป.ฉ151 วัตถุห้ามใช้ในอาหาร
ร่วมใจลดโลกร้อน
วิธีลดโลกร้อน
ดูเรื่องทั้งหมด
ไม้ประดับลดโลกร้อน ชุด 2
การคัดแยกขยะ
การหมักขยะหอม
รพ.ส่งเสริมสุขภาพ
power point แนะนำกล่มงานโภชนศาสตร์
รพ.ส่งเสริมสุขภาพด้านอาหารและโภชนาการ
โภชนบำบัดฉบับ อ.วินัย
แบบฟอร์มสำรวจโรงครัวในโรงพยาบาล
สถิติการเข้าใช้
  ออนไลน์ 26 คน  
  วันนี้ 58 คน  
  เดือนนี้ 852 คน  
  ปีนี้ 15990 คน  
  ทั้งหมด 181854 คน  
Untitled Document
หน้าหลัก ->
หัวข้อ : แก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมาย
 

                                             “ แก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมาย  เพื่อไม่ต้องรับผิด

                  ข่าวกรณีที่บุคคลได้สิทธิครอบครองที่ดินส.ป.ก. ซึ่งกฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ว่า ห้ามขาย
โอนต่อให้ผู้อื่น และให้ใช้ในการเกษตรกรรม ฯลฯ  หากผิดไปจากนี้ ถือเป็นเหตุทำให้ถูกเพิกถอนสิทธิ 

โดยบุคคลนั้นได้อ้างว่าตนเองไม่รู้กฎหมาย (ไม่รู้ว่ากฎหมายห้ามไว้)   กรณีนี้เคยได้ยินมาบ่อย โดยเฉพาะ
เรื่องใกล้ตัวเรา  ล้วนเป็นปัญหาสร้างความปวดหัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องละเมิด หมิ่นประมาท  หย่า  หนี้ร่วม 
ค้ำประกัน  กู้ยืมเงิน  ลักทรัพย์  ยักยอก  มรดก  เป็นต้น  ดังกรณี

              -ไม่รู้ว่า เมื่อมีเหตุขับรถชนคนตาย (โดยประมาท) จะต้องทำอย่างไร กฎหมายจราจรทางบกได้บัญญัติ
ไว้  ให้ผู้ขับขี่หยุดรถให้ความช่วยเหลือและแจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ทันที...  ถ้าท่านไม่รู้และหลบหนี
ไป หากจับได้ก็รับโปรโมชั่นโทษจำคุกไปเต็มๆทั้งขับรถชนคนตาย  และผิดตามพ.ร.บ.จราจร ... แต่ถ้าท่านเดิน
ตามขั้นตอนกฎหมาย  หลังเกิดเหตุได้บรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ทายาทของผู้ตายโดยชดใช้ค่าเสียหายจน
เป็นที่พอใจ (ความผิดทางกฎหมายแพ่งฯ หากตกลงชดใช้ค่าเสียหายกันได้
เรื่องจบ  แต่ถ้าผู้เสียหายไม่ได้รับ
การชดใช้ ท่านก็มีความผิดฐานกระทำละเมิด )
  ท่านรับสารภาพอันเป็นประโยชน์ต่อคดี  เชื่อว่าศาลจะปราณี
ลดโทษให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี  โทษอาจรอลงอาญา

             -ไม่รู้ว่า เมื่อมีเหตุเกิดขึ้นต้องไปโรงพัก จะต้องแจ้งความอย่างไร บางท่านอาจเพียงแจ้งความเพื่อลง
บันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน แต่บางท่านต้องการแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับคู่กรณี  ดังนี้ จึงต้องแจ้งความ
เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษ  ซึ่งตำรวจเขาก็ต้องระวังตัวเช่นกันว่า  เรื่องที่ท่านไปแจ้งความนั้น เป็นเรื่องเท็จหรือ
เรื่องจริง  ถ้าแจ้งความลงบันทึกไว้เป็นหลักฐาน แล้วเป็นเรื่องเท็จ ท่านก็อาจรอดตัวไป  แต่ถ้าแจ้งความร้อง
ทุกข์กล่าวโทษผู้อื่น อันเป็นการแจ้งเท็จ ท่านก็เจอข้อหาแจ้งความเท็จ หรือถ้าไปแจ้งความกับตำรวจในเรื่อง
คดีที่เป็นความผิดต่อส่วนตัว (คดีอันยอมความได้) ตำรวจไม่มีอำนาจสอบสวน และอาจไม่สอบสวน/สืบสวน   
นอกเสียจากท่านจะรู้หรือได้รับคำแนะนำว่า  จะต้องแจ้งความร้องทุกข์ตามระเบียบ (ป.วิ.อาญา ม. ๑๒๑  กรณี
ร้องทุกข์ความผิดต่อส่วนตัว พ.สอบสวนอาจมีการสอบสวนหาข้อเท็จจริงแห่งความผิดก่อน ว่าใครคือผู้ต้องหา
เพื่อที่จะดำเนินคดีต่อไปหากมีการร้องทุกข์,  ม.๑๒๑
  มีหลัก 2  กรณี คือ   การรวบรวมพยานหลักฐาน กับ การ
ใช้มาตรการบังคับผู้ต้องหา/ห้ามจับ+ควบคุมตัว)
 
              ความไม่รู้กฎหมาย เป็นเรื่องที่หลายท่านอาจประสบมา และอาจมองว่ากฎหมายไม่มีความเป็นธรรม
ไม่ถูกต้องทำนองว่า คนทำผิดไม่ถูกลงโทษ แต่คนไม่ผิดดันติดคุก  ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องทางเทคนิคของกฎหมาย 
เช่น ต้องการให้ศาลลงโทษผู้กระทำละเมิดหรือทำผิดต่อเรา แต่เราปล่อยให้คดีขาดอายุความ (โดยไม่ตั้งใจ)
จึงฟ้องคู่กรณีไม่ได้ (เพราะความไม่รู้กฎหมาย)

              ประเทศไทยมีระบบวิธีพิจารณาคดี  2 ระบบ คือ ระบบกล่าวหา และระบบไต่สวน  
              ศาลไทยส่วนใหญ่ใช้ระบบกล่าวหา (เช่น ศาลยุติธรรม ฯลฯ)  ศาลท่านมีหน้าที่วินิจฉัยคดีความตาม
น้ำหนักพยาน/หลักฐานที่ฝ่ายโจทก์-จำเลยนำมาพิสูจน์ต่อศาล โดยมีหลักเกณฑ์ดังนี้
                    
                          1. ให้สันนิษฐานว่า จำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ให้ศาลเชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยว่า
                               จำเลยกระทำความผิดจริง

                         2. โจทก์และจำเลย มีฐานะในศาลเท่าเทียมกัน
                         3. ศาลเป็นเพียงคนกลาง (เหมือนกรรมการตัดสิน) คอยควบคุมให้ทั้งสองฝ่ายปฏิบัติตาม
กฎหมายลักษณะพยาน  หากผิดหลักเกณฑ์อาจถูกศาลพิพากษายกฟ้อง
                        4. คู่กรณีทั้งสองฝ่าย มีหน้าที่หาพยาน/หลักฐานมาพิสูจน์ต่อศาล
                         ระบบกล่าวหามีหลักว่า ผู้ใดกล่าวอ้าง ผู้นั้นนำสืบ  ดังนั้น กรณีที่มีการกล่าวหากัน
ระหว่างคู่กรณีทั้งสองฝ่ายคือ  ฝ่าย
ผู้กล่าวหาหรือผู้เสียหาย(โจทก์) กับฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้กระทำผิด
(จำเลย)  เมื่อฝ่ายผู้เสียหายกล่าวหา จึงต้องมีหน้าที่นำพยาน/หลักฐานมานำสืบความผิดของจำเลยเพื่อ
พิสูจน์ให้ศาลเชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยกระทำผิดจริง   ส่วนฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาก็ต้องหาพยาน/
หลักฐานมาเบิกความรับรองความบริสุทธิ์ เพื่อพิสูจน์หักล้างให้ศาลเห็นจนสิ้นสงสัย และเชื่อว่า จำเลย
ไม่ใช่ผู้กระทำผิดความผิด   เราอาจเป็นโจทก์ หรือพลาดพลั้งตกเป็นจำเลยเสียเองจากเหตุไปกระทำละเมิด
ต่อผู้อื่นโดยไม่ตั้งใจ  แต่จะอ้างว่าตนเองไม่รู้กฎหมาย เพื่อใช้เป็นข้อแก้ตัวให้ไม่ต้องรับผิด หรือให้พ้น
โทษหาได้ไม่ (ป.อาญา ม.๖๔)

                  ดังนั้น  ควรรู้กฎหมายเบื้องต้นไว้ใกล้ตัว เปรียบได้กับยาสามัญประจำบ้าน มีปัญหาควรปรึกษา
ผู้รู้ไว้เป็นดี  เรื่อง
เล็กๆเท่าขี้หนู จะได้ไม่บานปลายเท่าขี้ช้าง

หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญา

      มาตรา ๖๔  บุคคลจะแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมาย เพื่อให้พ้นจากความรับผิดในทางอาญาไม่ได้  แต่ถ้าศาลเห็นว่า
ตามสภาพและพฤติการณ์ ผู้กระทำความผิดอาจจะไม่รู้กฎหมายบัญญัติว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด ศาลอาจ
อนุญาตให้แสดงพยานหลักฐานต่อศาล และถ้าศาลเชื่อว่าผู้กระทำไม่รู้ว่ากฎหมาย
บัญญัติไว้เช่นนั้น ศาลจะ
ลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น เพียงใดก็ได้

       มาตรา ๒๙๑  ผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุ ให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษ
จำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกิน สองหมื่นบาท

      มาตรา ๗๘   เมื่อปรากฏว่ามีเหตุบรรเทาโทษ ไม่ว่าจะได้มีการเพิ่มหรือการลดโทษตามบทบัญญัติแห่ง
ประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมาย
อื่นแล้วหรือไม่ ถ้าศาลเห็นสมควร จะลดโทษไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษ ที่จะ
ลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้นก็ได้

      มาตรา  ๑๗๒ ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี พนักงาน
สอบสวน หรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชน เสียหาย ต้องระวาง
โทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
      มาตรา ๑๒๑  พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนคดีอาญาทั้งปวง
      แต่ถ้าเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว ห้ามมิให้ทำการสอบสวน เว้นแต่จะมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
      มาตรา ๔๒๐  ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่น โดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี
แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้น ทำละเมิด จำต้อง
ใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น

พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒
       มาตรา ๖๗ ผู้ขับขี่ต้องขับรถด้วยอัตราความเร็ว ตามที่กำหนดในกฎกระทรวงหรือตามเครื่องหมายจราจร
ที่ได้ติดตั้งไว้ในทาง
          
      มาตรา ๗๘
ผู้ใดขับรถหรือขี่หรือควบคุมสัตว์ ในทางซึ่งก่อให้เกิดความ เสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน
ของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นความผิดของผู้ขับขี่
หรือผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์หรือไม่ก็ตาม ต้องหยุดรถ หรือสัตว์ และให้
ความ
ช่วยเหลือตามสมควรและพร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ที่ใกล้เคียงทันที กับต้อง
แจ้งชื่อตัว ชื่อสกุล และที่อยู่ของตนและหมายเลข
ทะเบียนรถแก่ผู้ได้รับความเสียหายด้วย
     มาตรา ๑๕๒ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม...มาตรา ๖๗ วรรคหนึ่ง  มาตรา ...ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่ง
พันบาท

                                                                                                                                    ผู้เขียน  นายศิริพงษ์ สุภิมารส

วัตถุประสงค์  :  เผยแพร่เพื่อประโยชน์ต่อสาธารณชน (อ้างอิงหลักกฎหมาย/มาตราไว้  กรณีหากมีการศึกษา
                             ข้อกฎหมาย หรือปรึกษาผู้รู้ เป็นการเพิ่มเติม)